เสื้อโค้ทปกป้านหนังแกะจาก GUCCI (กุชชี่) คาดว่าผลิตราวทศวรรษ 1970 ครับ
ในวินาทีที่ได้สัมผัส มือของผมก็หยุดนิ่งไปเลยครับ
ร้านเราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์หนังมามากมายจนถึงทุกวันนี้ แต่การถูกโน้มน้าวด้วยคุณภาพของตัวหนังเองได้ถึงเพียงนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักครับ
เรื่องราวเริ่มต้นที่โรงแรมซาวอยในลอนดอน
กุชชิโอ กุชชี ผู้เกิดที่ฟลอเรนซ์ในปี 1881 เคยทำงานเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรมแห่งนี้ในวัยหนุ่ม
สิ่งที่เขาแบกหามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคือหีบและกระเป๋าเดินทางที่บรรดาผู้มั่งคั่งจากทั่วยุโรปนำติดตัวมา และที่นั่นเอง เขาได้เฝ้าสังเกตในระยะที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าผู้ใด ว่าเครื่องหนังคุณภาพดีนั้นกำหนดสถานะของคนเราอย่างไร
เมื่อกลับสู่ฟลอเรนซ์ เขาได้เปิดร้านเครื่องหนังเล็ก ๆ บนถนน Via della Vigna Nuova ในปี 1921
เขาจับมือกับช่างฝีมือผู้ชำนาญแห่งทัสคานี แล้วนำเทคนิคการทำอานม้ามาประยุกต์ใช้กับกระเป๋าและรองเท้า
ทั้งฮอร์สบิตและแถบริ้วสีเขียวแดง——ลวดลายอันเป็นสัญลักษณ์ของกุชชี่ล้วนถือกำเนิดจากโลกของการขี่ม้าทั้งสิ้นครับ
สิ่งที่เย็บอยู่ด้านในของตัวนี้ คือโลโก้ลายมือ "G. Gucci s.r.l." ที่ทอด้วยสีน้ำตาลบนพื้นสีดิบ
ด้านบนเป็นตราอาร์มที่ทอด้วยสีเขียวและแดง มุมขวาบนเป็นตัวเลขไซซ์ในวงกลม
ด้านล่างเรียงกันเป็น「MADE IN ITALY」「GENUINE LEATHER」และบรรทัดที่เกือบจะลบเลือนว่า「Leather clean only」
นี่คงเป็นป้ายที่บอกเล่าอย่างเงียบ ๆ ว่ากุชชี่ในยุคนั้นยังคงเป็นโรงงานเครื่องหนังอยู่มิใช่หรือครับ
ทีนี้ มาดูรายละเอียดที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้กันครับ
อันดับแรก สิ่งที่กำหนดตัวตนของเสื้อตัวนี้คือปกป้าน
เป็นปกที่ไม่มีทั้งรอยบากและปลายแหลม แต่ไหลลงจากลำคอสู่หน้าอกด้วยเส้นโค้งต่อเนื่องเส้นเดียวครับ
พูดถึงเสื้อโค้ทหนังแล้ว แนวคิดทั่วไปน่าจะเป็นการตั้งปกขึ้นให้ดูดิบเถื่อน แต่ทรงนี้กลับเดินสวนทางโดยสิ้นเชิง
ปกที่ไม่มีมุมเหลี่ยมช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่นุ่มนวลขึ้นอีกขั้น และดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผมคิดว่าจุดนี้คือหัวใจของตัวนี้ครับ
องค์ประกอบนั้นเดินตามรอยของสูทแจ็คเก็ตแบบเทเลอร์
กระเป๋าที่อกซ้าย กระเป๋าฝาปิดที่เอวทั้งสองข้าง
และที่เอวขวายังมีอีกหนึ่งใบ เป็นกระเป๋าใส่เศษเงินขนาดเล็กซ้อนอยู่
กระเป๋าใส่เศษเงินนั้นมีไว้ใส่เหรียญ และการเพิ่มไว้เฉพาะด้านขวาคือธรรมเนียมคลาสสิกที่สืบทอดมาจากการตัดเย็บแบบอังกฤษ
การจงใจใช้ภาษาของการตัดเย็บเช่นนี้กับวัสดุอย่างหนัง สะท้อนบุคลิกของเสื้อตัวนี้ออกมาได้เป็นอย่างดีครับ
ด้านหน้าเป็นกระดุมสามเม็ด
ที่เอวมีรอยต่อพาดตามแนวนอนหนึ่งเส้น และจากตรงนั้นลงมาจะค่อย ๆ ผายออกอย่างเงียบงามสู่ชายเสื้อ
เมื่อเทียบกับทรงที่มีความยาว เงาร่างกลับเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างน่าประหลาดใจ
ซับในน่าจะเป็นตระกูลเรยอน
เป็นสีเบจอบอุ่นที่ใกล้เคียงสีแอปริคอต และหากมองดี ๆ จะพบโลโก้ลายมือ "Gucci" ทอแบบโทนสีเดียวกันเต็มพื้นที่
ไม่เรียกร้องความสนใจ แต่จะเห็นได้เฉพาะตอนถอดออกเท่านั้น ระยะห่างเช่นนี้ดีจริง ๆ ครับ
วัสดุใช้หนังแกะ
แทบไม่มีความรู้สึกถึงน้ำหนักเลยครับ ในวินาทีที่สวมทับ ความรู้สึกว่ากำลังใส่เสื้อโค้ทก็หายวับไป
ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าอ่อนปวกเปียก หากทอดตัวไปตามร่างกายราวกับดูดติดผิวหนัง
ไม่ดันกลับมาเหมือนหนังวัว แต่เคลื่อนไหวตามร่างกายไปโดยตรงครับ
เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นลายเสี้ยนละเอียดยิบวิ่งอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ไม่มีรอยด่างจากการย้อม ความเงาก็สำรวม ไม่ใช่ผิวแบน ๆ อย่างที่พบในหนังแกะราคาถูก แต่เป็นเนื้อสัมผัสที่เส้นใยทุกเส้นยังมีชีวิตอยู่ครับ
การจะทำให้ความนุ่มนี้กับความสม่ำเสมอนี้อยู่ร่วมกันได้ ทุกขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกหนังดิบไปจนถึงการฟอกล้วนประนีประนอมไม่ได้เลย
ผมคิดว่านี่คือคำตอบอันแจ่มชัดหนึ่งข้อ ต่อคำถามที่ว่าหนังของแบรนด์ลักชัวรีคืออะไรครับ
และหนังแกะเป็นหนังที่เติบโตไปพร้อมกับอุณหภูมิร่างกายและการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่
รอยยับจะค่อย ๆ ก่อตัวอย่างนุ่มนวลจากด้านในข้อศอก และความเงาจะขึ้นที่ปลายแขนและสาบหน้า
ผมคิดว่าการเดินทางที่แท้จริงคือช่วงจนกว่าจะไปถึงบุคลิกอันสงบนิ่งซึ่งจะปรากฏหลังจากสวมใส่ไปสักระยะเท่านั้นครับ
สีของตัวนี้คือ "คาเมลบราวน์"
เป็นสีน้ำตาลคล้ายคาราเมลแห้ง ๆ ที่เก็บทั้งความแดงและความดำเอาไว้
สีน้ำตาลในงานหนังนั้น หากทำให้สว่างก็จะดูตื้นเขิน หากทำให้เข้มก็จะหนักอึ้ง ตัวนี้ดูจะเจาะเข้าตรงกลางระหว่างสองสิ่งนั้นอันเป็นระดับที่ยากที่สุดได้อย่างแม่นยำครับ
ด้านที่ต้องแสงจะสว่างดั่งชานม ส่วนที่ตกอยู่ในเงาจะจมลงเป็นสีน้ำตาลไหม้อันขื่นขม การที่หนังผืนเดียวกันมีลำดับขั้นของสีได้มากเพียงนี้ ช่างงดงามจริง ๆ
เมื่อรวมสีแอปริคอตของซับในด้วยแล้ว ภาพรวมทั้งหมดถูกทำให้เป็นเอกภาพด้วยโทนสีอุ่น ท่ามกลางการแต่งกายอันหนักหน่วงของฤดูหนาว สีนี้จะมอบอุณหภูมิร่างกายให้ได้อย่างแน่นอนครับ
สำหรับการจัดสไตล์ ผมคิดว่าคำตอบที่ถูกต้องคือการเอนไปทางเรียบหรูครับ
เสื้อไหมพรมกับกางเกงสแล็กผ้าวูล รองเท้าโลฟเฟอร์หรือรองเท้าบูทหุ้มข้อแบบมีแถบยางยืด ความมนของปกป้านจะรวบภาพรวมให้ดูสง่างาม
การสวมทับสูทแจ็คเก็ตแทนเสื้อโค้ทเชสเตอร์ก็ใช้ได้เช่นกันครับ เพราะเป็นทรงที่สร้างขึ้นด้วยภาษาของการตัดเย็บแบบเทเลอร์ จึงเข้ากับสูทได้อย่างไม่มีทางผิดพลาด
หรือจะจงใจลดลงมาที่เดนิม แล้วสู้ด้วยคุณภาพของหนังล้วน ๆ ก็น่าสนใจครับ หากวัสดุดี การแต่งกายก็ยิ่งแข็งแรงขึ้นเมื่อตัดทอนออกไป
ป้ายระบุไซซ์ "50"
คิดว่าน่าจะเทียบเท่าไซซ์ "L" ของญี่ปุ่นครับ
ดูจากขนาดที่วัดจริงแล้ว ก็มีความหลวมพอที่จะสวมทับสูทแจ็คเก็ตได้
เนื่องจากเป็นทรง A ที่ชายเสื้อผายออกอย่างนุ่มนวลเมื่อเทียบกับรอบอก แม้จะเป็นทรงที่มีความยาวแต่ก็ไม่ดูหนักหน่วง ตั้งแต่ท่านที่มีรูปร่างมาตรฐานไปจนถึงท่านที่ล่ำสันขึ้นมาหน่อย ก็น่าจะสวมใส่ได้อย่างกว้างขวางครับ
มีร่องรอยการใช้งานทั้งคราบสกปรก รอยขีดข่วน และการเปลี่ยนกระดุม แต่ไม่พบความเสียหายใหญ่ที่เป็นปัญหาต่อการสวมใส่ จึงยังสวมใส่ได้อีกนานครับ
กระดุมด้านหน้าถูกเปลี่ยนมาแล้ว แต่มีกระดุมสำรองติดมาให้อีก 2 เม็ดที่ด้านใน ท่านที่รู้สึกติดขัดจึงสามารถนำไปเปลี่ยนเองได้ครับ
ก่อนหน้านี้เราเคยจัดจำหน่ายสูทแจ็คเก็ตสีเดียวกันและเนื้อสัมผัสเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่แบบที่เป็นเสื้อโค้ทนั้นครั้งนี้เป็นครั้งแรกครับ อันที่จริงเสื้อโค้ทหนังของแบรนด์ลักชัวรีนั้น เป็นสิ่งที่มีโอกาสได้พบเจอในตลาดน้อยอย่างยิ่งอยู่แล้ว
แบรนด์กุชชี่ยังคงอยู่ในระดับโลกจนถึงทุกวันนี้ แต่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนเส้นทางต่อเนื่องจากโรงงานในฟลอเรนซ์ ในยุคที่ยังใช้ชื่อว่า "G. Gucci s.r.l." นั้น ย่อมไม่ถูกผลิตขึ้นอีกแล้วเป็นธรรมดา
ความนุ่มนั้นสร้างขึ้นได้ด้วยเทคนิค แต่การจะสร้างความนุ่มนี้ด้วยความสม่ำเสมอระดับนี้ ต้องอาศัยคุณภาพของหนังดิบเองครับ
และการที่จัดหาหนังดิบชั้นดีได้อย่างสม่ำเสมอนั้น คงเป็นเพราะอยู่ในช่วงเวลาที่โรงงานแห่งหนึ่งกำลังเติบโตขึ้นเป็นแบรนด์ระดับโลกพอดีมิใช่หรือครับ
กระเป๋าที่พนักงานยกกระเป๋าของโรงแรมเคยแหงนมอง
และบนเส้นทางต่อเนื่องจากกระเป๋าเหล่านั้น ก็มีเสื้อโค้ทตัวนี้อยู่ พอคิดเช่นนั้นแล้ว ท่านไม่คิดหรือครับว่าเป็นเรื่องที่ลงตัวเกินจริงไปหน่อย